สัมผัสแรกของ Tom Clancy’s Ghost Recon Breakpoint ในช่วง Beta

 ในตอนแรกของการเปิดตัวนั้น Ghost Recon Breakpoint ถูกจับตามองในฐานะเกมภาคต่อของ Ghost Recon Wildlands แต่หลังจากที่มีการประกาศว่าตัวเกมมีการรองรับซับภาษาไทยอย่างเป็นทางการ Breakpoint ก็กลายเป็นเกมที่ถูกพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในเวลานี้ตัวเกมได้เปิดให้บริการช่วงเบต้าจนเสร็จสิ้นไปแล้ว 4 วันเต็ม และนี่คือสัมผัสแรกที่เราได้ลองเล่น เพื่อให้เหล่าเกมเมอร์ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจว่า จะซื้อเกมนี้มาเล่นในช่วงที่เกมวางจำหน่ายเต็มดีหรือไม่

บทความนี้ใช้ข้อมูลและประสบการณ์จากการเล่นเกมในช่วงทดสอบเบต้ามาเขียน ตัวเกมเต็มอาจมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นกว่านี้

สานต่อจากภาค Wildlands ด้วยธีมเกมที่เปลี่ยนไป

เนื้อเรื่องของ Ghost Recon Breakpoint นั้น แม้จะไม่ใช่ภาคต่อเสียทีเดียว แต่ก็ดำเนินเรื่องราวด้วยตัวละคร หน่วยรบจากภาค Wildlands เราจะได้รับบทเป็น Nomad (ที่ออกแบบและสร้างตัวละครของเราขึ้นมาเองได้) หัวหน้าหน่วย Ghost ที่พาสมาชิกทีมมาตรวจสอบอุบัติเหตุการณ์ใกล้หมู่เกาะ Auroa ก่อนจะถูกโจมตีจนเฮลิคอปเตอร์ตก สมาชิกทีมของเราเสียชีวิตไปมาก ก่อนที่จะรู้ว่านี่คือฝีมือของ Cole D.Walker อดีตหน่วย Ghost มือฉกาจที่ผันตัวกลายไปเป็นหน่วย Wolves ภาคนี้จึงเป็นศึกสายเลือดระหว่างหน่วย Ghost ด้วยกันเองนี่แหละ แค่ฝั่งนึงเปลี่ยนชื่อ

ในภาค Wildlands ตัวเกมนำเสนอฉากหลังเป็นประเทศโบลิเวียที่งดงามตระการตา แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นแดนยาเสพติดที่อันตรายและป่าเถื่อน ศัตรูของเราคือแก๊งค้ายาเสพติด ทำให้การเล่นของเรา รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังต่อสู้ตั้งแต่กับลูกกระจ๊อกใช้ปืนกาก ๆ ไปจนหัวหน้าแก๊งที่เริ่มมีอาวุธติดเกราะ หรือพวกตัว Specialist ที่มีความโหดเหมือนมินิบอส

แต่พอมาในภาค Breakpoint ตัวเกมเปลี่ยนสถานที่มาเป็นหมู่เกาะ Auroa ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างธรรมชาติและเทคโนโลยีล้ำสมัย ธีมเกมที่เปลี่ยนไป ทำให้อารมณ์ความรู้สึกของคนเล่นต่างกันไปด้วย แถมศัตรูของเราในรอบนี้ก็เป็นหน่วยรบฝีมือดีเช่นกัน ถ้าตัดส่วนอื่นออก วัดกันที่อารมณ์อย่างเดียวแล้ว ทั้ง Wildlands และ Breakpoint นั้น ทำออกมาได้ดีทั้งคู่ และแฟนเกม Ghost Recon ไม่ควรพลาดจริง ๆ

ความ Realism ของตัวเกมที่ทำให้เราต้องปรับตัว

ตรงส่วนนี้อาจจะมีหลายคนที่ทั้งเห็นด้วย และบางคนไม่เห็นด้วย แต่สำหรับตัวผู้เขียนแล้วนั้น Breakpoint มีจุดที่ต่างไปจาก Wildlands พอสมควร เริ่มจากอนิเมชั่นท่าทางการสลับอาวุธของตัวละครเรา ที่เราต้องปรับตัวกันเป็นอย่างแรกเลย ในภาคนี้การสลับอาวุธต่าง ๆ จะมีท่าทางเคลื่อนไหวที่ช้ากว่าภาค Wildlands มาก หลายครั้งที่เวลาสลับอาวุธแล้วคิดว่ามันเสร็จแล้ว เดินออกจากจุดหลบซ่อนไปยิง กลับยิงไม่ออก เพราะอนิเมชั่นของเกมมันยังเตรียมอาวุธไม่เสร็จ ทำให้ยิงไม่ได้ ก็โดนยิงฟรีเจ็บตัวกันไป (หรือตายไปเลยก็มี)

และภาคนี้เรายังสามารถแบกศพคนที่เราฆ่าเพื่อเอาไปซ่อนได้ แต่จากปัญหาที่พบเจอมาคือ อนิเมชั่นตอนแบกศพขึ้นมามันอืดอาด และช้ามาก บางครั้งก็ Stealh แตกเพราะมัวแต่แบกศพหนีนี่แหละ ถ้าเป็นไปได้ก็ปล่อยทิ้งไว้ แล้วไล่ยิงคนที่จะเดินผ่านมาเจอเอาจะง่ายกว่ามาก

และแรงดีดปืนของภาคนี้ ไม่รู้ว่าเพราะตัวเองห่างหายจากภาค Wildlands ไปนานแล้ว หรือภาคนี้ผู้พัฒนาเขาใส่ความ Realism เข้ามา แรงดีดปืนภาคนี้จึงสูงมาก ๆ แม้จะไม่มากเท่าพวกเกมออนไลน์แบทเทิลรอยัลอย่าง PUBG แต่ก็มากพอจะให้เรากดค้างไม่ได้เลย เพราะมันดีดขึ้นฟ้าแทบจะทุกปืน ในส่วนของปืนสไนเปอร์นั้นกลับเล็งยิงไม่ยากอย่างที่คิด เล็งหัวก็เข้าหัว ถ้าไม่ไกลเกินไปนัก

โดยรวมแล้วใครที่เคยเล่นภาค Wildlands หรือเล่นเกมแนวนี้มาก่อนอาจจะต้องปรับตัวกันนิดนึง และผมยังไม่ชัวร์ว่าที่มันช้า ๆ หนืด ๆ แบบนี้มันเป็นเพราะทีมพัฒนาเขาตั้งใจทำให้มันดูสมจริงขึ้นหรือเปล่า ถ้าใช่ก็ต้องบอกว่ามันได้ผลมาก เพราะแม้เราจะต้องมานั่งปรับตัวกัน แต่ก็เพิ่มความตื่นเต้น และระทึกให้เราระหว่างเล่นเกมขึ้นมามาก เพราะหากเป็นชีวิตจริง เราแทบจะไม่มีโอกาสพลาดอยู่แล้วล่ะนะ..

ภาพรวมของ Gameplay ในภาคนี้

หลัก ๆ ของเกมเพลย์แล้วยังคงรูปแบบของภาคแรกเอาไว้ ใส่ความ Realism ของภาคนี้ลงไป เลยทำให้เกมเพลย์ออกมาสนุกพอสมควร และในภาคนี้ไม่ชัวร์ว่าเราสามารถมี A.I. มาช่วยเราสู้ได้หรือไม่ เพราะตลอดช่วงทดสอบของผู้เขียน เล่นแบบฉายเดี่ยวตลอด เกมยังคงมีโดรนมาให้เราใช้ ประโยชน์ของโดรนก็มีตั้งแต่ Tag ศัตรู ไปจนถึงการยิงสังหาร (ต้องผ่านการอัพสกิลและอัพเกรดก่อน) แว่น Night Vision ในโหมดกลางวัน กลางคืน ตรวจจับความร้อนก็ยังกลับมาในภาคนี้

ในแผนที่หรือแคมป์ของศัตรูที่มีขนาดใหญ่ก็เลือกได้ว่าจะลุยแหลกเข้าไปเลยหรือจะเล่นกันแบบลอบเร้น แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ บางแคมป์ของศัตรูจะมีประชาชนผู้บริสุทธิ์อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นในฐานะตัวประกัน หรือเป็นแรงงาน ซึ่ง A.I. พวกประชาชนนี่ก็ชวนปวดหัวเอาเรื่อง เพราะมันจะไม่วิ่งหนี แต่มันจะจะชอบนั่งหัวหดอยู่ ณ ตรงนั้น ถ้าเรายิงไม่ระวัง หรือเข้าใจผิดคิดว่าเป็นศัตรูเผลอไปยิงฆ่าเข้าก็จะแย่เอา ในบางภารกิจได้บอกไว้ว่า หากสังหารผู้บริสุทธิ์เกิน 3 คน ภารกิจนั้นอาจล้มเหลวเลยก็มี

ศัตรูภายในแคมป์นั้นก็หลากหลายตั้งแต่พลทหารทั่วไป คนติดอาวุธหนัก มือสไนเปอร์ และแสบสุดเลยคือพวกที่ขอกำลังเสริม ซึ่งเราควรจะจัดการพวกนี้ก่อนเป็นพวกแรก ไม่งั้นเราะจโดนเรียกพวกรุมจนเอาตัวรอดได้ยากมาก

ระบบอาวุธในภาคนี้ก็จะมีระดับของมันอยู่ โดยเราสามารถหาได้จากการเปิดกล่องที่อยู่ในแคมป์ศัตรู หรือกำจัดศัตรูระดับหัวหน้า ก็จะดรอปให้เช่นกัน นอกจากอาวุธปืนแล้วก็ยังมีพวกอุปกรณ์เช่นเสื้อเกราะ หมวก ถุงมือ แต่ละชิ้นก็จะมีสเตตัสที่ต่างกันไป และโบนัสของอุปกรณ์เช่นรีโหลดอาวุธเร็วขึ้น วิ่งได้นานขึ้นเป็นต้น

และภาคนี้ยังเพิ่มระบบเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้ามาอย่างการคราฟท์อาหารและยา โดยจะใช้วิธีก่อแคมป์กองไฟที่เราจะหาได้ตามจุดต่าง ๆ บนหมู่เกาะ Auroa โดยจะทำให้เรานำวัตถุดิบที่เก็บมา มาผสมเป็นยา หรืออาหารที่กินแล้วจะเพิ่มค่าพลังต่อสู้ชั่วคราวได้ แม้ว่าบางอันจะดูไม่ค่อยมีประโยชน์ เช่นการดื่มน้ำจากกระติกจะช่วยฟื้นฟู Stamina ให้เรา แต่กลับกันก็มีสกิลที่อัพแล้วจะฟื้นฟู Stamina ได้เร็วขึ้นอยู่แล้ว

เรียกได้ว่าภาคนี้ตัวเกมนำเอาฐานจากเกมภาค Wildlands มาใส่ลูกเล่นเพิ่มเข้าไปให้มีมิติและความหลากหลายมากขึ้นนั่นเอง

ภาษาไทยภายในเกมที่ทำดีแล้ว แต่ยังต้องขัดเกลาอีกเยอะ

ว่ากันว่าภาษาไทยนั้น เป็นภาษาที่แปลและเรียนรู้ยากเอาเรื่อง ยิ่งเป็นงานยากที่ทีมผู้พัฒนาเขาจะแปลออกมาให้หมดจดสวยงามในผลงานแรกของ Ubisoft ครั้งนี้ ถ้าจะบอกว่ามันแปลได้ห่วยมาก ก็ไม่ถึงขั้นนั้น อย่างน้อยผู้ที่ไม่แข็งภาษาอังกฤษหลายคนก็สามารถรู้เรื่องราว และเหตุการณ์ต่าง ๆ ของตัวเกมได้มากขึ้น

ปัญหาหลัก ๆ ของภาษาไทยภายในเกมนี้ไม่ใช่อยู่ที่คำผิด เพราะถึงมี แต่จากส่วนตัวที่เจอก็ยังไม่มาก และสร้างความขัดใจให้กับการแปลสรรพนามที่เราใช้เรียกตัวละคร หรือ NPC ต่าง ๆ รวมไปถึงในบทสนทนาช่วง Cutscene ด้วย อย่างเช่นเราเรียกคนที่แก่กว่า หรือเก๋ากว่าว่า “แก” ทั้ง ๆ ที่น่าจะใช้คำว่า “คุณ” มากกว่า หรือบางฉากที่เด็กตัวกะเปี๊ยกมาเรียกเราว่า “แก” ก็มีเช่นกัน

นอกจากนั้นก็ยังมีส่วนที่แปลผิดพลาดไปบ้าง เช่นคำว่า Fire ที่ควรจะเป็นคำว่า ยิง ก็แปลตรง ๆ เป็น ไฟ เป็นต้น หรือชื่อของอุปกรณ์ อาวุธบางชนิดที่ยังแปลออกมาแล้วขัด ๆ ไปบ้าง แต่ตรงส่วนนี้คิดว่าน่าจะมีการเกลาภาษาให้สวยงามก่อนเกมวางจำหน่ายจริง หรืออาจจะตามแก้ไขกันไปเรื่อย ๆ ในช่วงที่เกมวางจำหน่ายก็เป็นได้

ภาพรวมทั้งหมดในช่วง Beta ของ Ghost Recon Breakpoint เกมเพลย์โดยรวมก็ยังเป็นสิ่งที่ Ubisoft ถนัด นั่นคือเกมโลกเปิดสุดอลังการ มีอะไรให้ทำ ให้สำรวจเยอะมาก และสรรหาระบบอันแปลกใหม่ใส่เข้ามาเรื่อย ๆ สำหรับแฟนเกม Ghost Recon แล้ว ถ้าหากจัดเต็มกับภาค Wildlands มาแล้ว Breakpoint ก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรพลาด หรือใครที่ไม่อินกับเกม ภาคนี้มีการรองรับซับภาษาไทยที่เราคิดว่ายังไงในอนาคตก็ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นแน่นอน ก็ต้องรอดูกันในช่วงเกมเปิดจริง ๆ ว่าปัญหาทั้งหมดจะถูกจัดการให้เรียบร้อยได้ดีหรือไม่