รู้จักกับ Resident Evil 1.5 ต้นแบบมหากาพย์ Resident Evil 2

 ก่อนอื่นก็ขอสวัสดีปีใหม่กับพี่น้องชาว GamingDose ทุกท่าน ขอให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดทั้งปี เล่นเกมไหนก็ขอให้มีความสุข สำหรับปี 2019 เกมระดับ AAA เกมแรกที่เหล่าเกมเมอร์จะได้สัมผัสคือ Resident Evil 2 Remake ที่ได้นำเอาเกม Resident Evil ฉบับปี 1998 ที่ Capcom มาทำให้เพื่อเอาใจแฟน ๆ รุ่น 90’s โดยเฉพาะ สำหรับใครที่ยังไม่เคยเล่น Resident Evil 2 นี่หนึ่งใน Resident Evil ที่ดีที่สุดในมุมมองของแฟน ๆ ด้วย Content มากมายในตัวเกม (ในยุคนั้น) ตัวละครที่น่าจดจำ รวมทั้งเหล่าศัตรูที่สุดแสนประทับใจทำให้ภาคนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่ากว่าจะมาเป็น Resident Evil 2 ทาง Capcom เคยลองสร้าง Resident Evil 1.5 มาแล้ว เกมนี้เกี่ยวข้องกับภาค 2 อย่างไร ทำไมถึงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างภาคที่ 2 วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ Resident Evil 1.5

 Shinji Mikami ทำ Hideki Kamiya คุม

หลังความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมของภาค Resident Evil 1 (1996)  Shiji Mikami บิดาผู้ให้กำเนิด Resident Evil จึงไม่รอช้าที่จะทำภาคต่อออกมา ในตอนนั้นเขาใช้ชื่อโปรเจกต์ว่า Resident Evil 1.5 อันเป็นต้นแบบของ Resident Evil 2 ซึ่งคุณ Shinji Mikami ก็ได้รับหน้าที่การออกแบบตัวละครต่าง ๆ ให้กับ Isao Ōishi และ Ryoji Shimogama.หลังจากนั้นไม่นานตัวเกมต้นแบบก็ได้ออกสู่สายตาของเหล่าเกมเมอร์

โดยคุณ Hideki Kamiya ได้นำไปเสนอในงาน V-jump ปี 1996 ซึ่งในงานเขากล่าวถึง Concept ของภาคนี้ไม่ว่าจะเป็นการขยายจักรวาลของเกมจากคฤหาสน์ของตระกูล Spencer สู่เมือง Raccoon City เนื้อหาของเกมจะเริ่มต่อจากภาคแรกสองเดือน ซึ่งเกมจะเริ่มจากสถานีตำรวจของ Raccoon City แล้วขยายไปยังส่วนอื่น ๆ ของเมือง

 

พวกเขายังคงเคารพระบบการเล่นของภาคแรกที่สามารถเล่นได้ 2 ตัวละครคือ Elza Worker สิงห์นักบิดและนักศึกษามหาลัยที่ต้องเปลี่ยนจากการสู้กับตำรามาสู้กับ Zombie แทนและหนุ่มตำรวจหน้าใหม่ Leon S. Kennedy ที่พึ่งมาประจำการวันแรกก็เจอของดีเข้าเสียแล้ว นอกจากนี้เขายังได้โชว์การเคลื่อนไหวของตัวละครในขณะยิงปืน ซึ่งในตอนนั้นเรียกได้ว่าสมจริงมาก

สำหรับเกมภาคนี้ทาง Capcom ได้ใช้ทีมงานมากถึง 40 – 50 คนในการสร้าง โดยหัวหน้าโปรเจค Hideki Kamiya ต้องทำงานร่วมกับ Shinji Mikami เจ้าของโปรเจค Resident Evil 1 ซึ่งคือเป็นทีมงานครึ่งหนึ่งเป็นทีมงานที่ทำภาคแรก ทำให้ทั้งคู่เกิดผิดใจกันอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ Shinji Mikami ยังโน้นน้าวให้ลูกทีมทำตามความคิดของตัวเองเท่านั้นยังไม่พอเขายังรายงานความคืบหน้าของการพัฒนาเกมเพียงเดือนละครั้ง

ในขณะที่ Hideki Kamiya ทำได้เพียงแค่เร่งเนื่องจากกำหนดการณ์ของเกมต้องปล่อยในวันที่ 22 พฤษภาคม 1997 (1 ปีหลังภาคแรก) แต่เมื่อเขาได้เห็นความคืบหน้าของเกมเมื่อทำไปแล้ว 60 ถึง 80 เปอร์เซ็นเขาก็กล่าวกับทีมพัฒนาว่า “ตัวเกมน่าเบื่อและไม่สนุก” เนื่องเขาตั้งใจที่จะปิดตำนานของเกม Resident Evil ฉะนั้นภาคนี้จึงต้องทำให้ดีที่สุด

Yoshiki Okamoto หนึ่งในคนพลิกทั้งโปรเจกต์

Yoshiki Okamoto

Yoshiki Okamoto หนึ่งในผู้ทำงานใน Flagship บริษัททำเกมชื่อดังได้วิจารณ์เกม Resident Evil 1.5 ของ Hideki Kamiya  ว่าเขาตัดจบเร็วเกินไปทำให้ไม่สามารถที่จะเพิ่มเนื้อหาใหม่ ๆ ได้ในอนาคต เขาได้เสนอได้สร้างซีรีส์นี้ให้กลายเป็นจักรวาลเหมือนกับ Gundam และ James Bond พร้อมทั้งแนะนำนักเขียนบทละครชื่อดังอย่าง Noboru Sugimura ที่เคยฝากผลงานในการเขียนบทภาพยนตร์และซีรีส์ในทีวีของประเทศญี่ปุ่น

หนึ่งในผลงานชื่อดังของ Noboru Sugimura

แม้จะเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากในการนำเอา Noboru Sugimura ที่ไม่มีผลงานในการเขียนบทเกมเลยมาจับเกมนี้เป็นภาคแรก แต่ความเสี่ยงนี้ก็คุ้มค่าเนื่องจากคุณลุง Sugimura ทำงานได้เยี่ยมและกลายเป็นคนที่ทาง Capcom ไว้วางใจให้เขียนบทในหลาย ๆ เกมเช่น Resident Evil: Code: Veronica, Dino Crisis 2, Onimusha: Warlords, Resident Evil Zero, Resident Evil 4 เป็นต้น

สิ่งแรกที่ Sugimura  ทำคือการแก้บทหลาย ๆ อย่างรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องบางส่วนทำให้ Elza Worker กลายมาเป็น Claire Redfield และเชื่อมตัวละครตัวให้เนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับภาคแรกมากขึ้น นอกจากนี้ทาง Hideki Kamiya ได้ปรับปรุงการทำงานของทีมใหม่ โดยให้ทีมที่ทำภาคแรกถอดตัวออกไปทำเกม Resident Evil Director’s Cut พร้อมทั้งแถมแผ่น Preview เกมของ Resident Evil 2 อันเป็นการขอโทษกับแฟน ๆ ที่เกมไม่สามารถวางจำหน่ายได้ตามที่กำหนดไว้

นอกจากนี้พวกเขายังทำเกม Resident Evil 2 ใหม่ด้วยการเปลี่ยนไปใช้ซอร์ฟแวร์ในการทำเกมใหม่ที่ชื่อ O2 ที่ขยายขีดจำกัดของตัวเกมจากภาคแรกไม่ว่าจะเป็นกราฟิกที่สวยขึ้น จำนวนซอมบี้ที่มากขึ้นและตัวละครของเกมที่สมจริงกว่าเดิม อีกทั้งยังได้เพิ่มระบบ “Zapping System” ที่ได้รับแรงบรรดาลใจมาจากหนังเรื่อง Back to the Future Part II โดยหากเราทำอะไรไว้ในตัวละครต่าง ๆ เช่นแก้ปริศนาหรือไอเทมก็จะส่งผลต่ออีกตัวละครด้วย หลังจากนั้นต่อมาอีกไม่นาน Resident Evil 2 ก็เสร็จสมบรูณ์วางจำหน่ายในเดือนมกราคมปี 1998

สรุป

Resident Evil 1.5 เป็นเหมือนกับตัวต้นแบบของเกม Resident Evil 2 แต่หากเรามองลึก ๆ แล้วจะพบว่าปรัชญาการทำงานของทาง Capcom นับว่าเป็นสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ ที่เน้นการทำงานแบบถึงลูกถึงคนโดยเฉพาะการที่เน้นคุณภาพของ “เกม” ให้ออกมาดีที่สุด แม้ว่าจะต้องทำใหม่พวกเขาก็ยอม ทำให้ Capcom กลายเป็นหนึ่งในทีมผู้พัฒนาเกมชาวญี่ปุ่นที่เอาชนะใจเกมเมอร์ทั่วโลก และเกมของพวกเขาได้กลายเป็นความทรงจำที่แสนมีค่าสำหรับเกมเมอร์เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

เรื่องที่คุณอาจไม่รู้

  • Resident Evil 2 ทำยอดขายได้ 6,114,370 สำหรับทุกแพลตฟอร์ม เป็นภาคที่ขายดีเป็นอันดับที่ 4
  • Resident Evil 5 คือภาคที่ขายดีที่สุดของซีรีส์โดยทำยอดขายได้มากถึง 12,140,000 ในขณะที่อันดับสองตกเป็นของภาค Resident Evil 6 ที่ 10 ล้านชุด
  • Resident Evil Revelations 2 คือภาคหลักที่ทำยอดขายได้น้อยที่สุดเพียง 2,300,000 ชุด
  • สำหรับเวอร์ชั่นภาพยนตร์ Resident Evil: Afterlife ทำรายได้สูงที่สุดคือ $376,851,100
  • Resident Evil: Degeneration คือแอนิเมชั่นจากเกม Resident Evil ที่ทำรายได้สูงสุดที่ $73,221,743