Gametopup : Home

[Review] Rise of the Tomb Raider

ไม่น่าเชื่อนะครับว่าซีรีส์สาวโนตมนักล่าสมบัติจะดำเนินมาถึงปีที่ 20 แล้ว นอกจากจะเป็นที่รู้จักในหมู่เกมเมอร์ด้วยฐานะเกมแอ็กชั่นผจญภัยสุดมันส์ ตัวของ ลาร่า ครอฟต์ นางเอกของซีรีส์ก็ยังถูกยกให้เป็น 1 ในมาสค็อตของวงการเกมทั่วโลกด้วย และปีนี้เองก็ถึงเวลาที่หมดระยะเวลา Timed Exclusive ของเกม Rise of the Tomb Raider ที่เคยผูกมัดกับทาง Xbox เป็นเวลา 1 ปีเต็มตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยล่าสุดชาว PS4 ก็เพิ่งจะได้สัมผัสกับภาคนี้เสียที

เป็นเรื่องที่ดีนะครับว่าการที่มีเกมซีรีส์อื่นที่ทำแนวคล้ายกัน แถมธีมคล้ายกันอย่าง Uncharted มาเป็นคู่แข่ง มันจะทำให้เกิดการพัฒนาเพื่อแข่งกันเป็นที่ 1 ซึ่งซีรีส์รุ่นพี่อย่าง Tomb Raider ก็ไม่ยอมน้อยหน้าด้วยการพัฒนากราฟิกรวมถึงการออกแบบองค์ประกอบฉากต่างๆ ด้านงานศิลป์แบบจัดเต็ม ทำให้โบราณสถานแต่ละแห่งที่ปรากฏในภาคนี้ดูสวยงามไม่แพ้กันเลย อีกทั้งชั้นเชิงในการนำเสนอโลเคชั่นสวยๆ ในแต่ละจุดค่อนข้างเลือกเฟ้นมาอย่างดี เช่นเดียวกับการวางตำแหน่งของปริศนาหรือกับดักทั่วไปก็ไม่ซับซ้อนเกินไปนัก แต่ก็ไม่ง่ายจนไม่เหลือความท้าทายอะไร

ระบบการเล่นของภาคนี้จะเป็นการนำรากฐานที่ภาครีบูตภาคแรกเคยนำร่องไว้มาใช้เป็นแกนครับ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ การอัพเกรดอาวุธและอุปกรณ์ รวมทั้งระบบการผจญภัยด้วย โดยในส่วนของการผจญภัยนั้นสาวลาร่าจะมีพัฒนาการของตัวละครเป็นระยะตามการกระทำของผู้เล่น เช่น หากให้ลาร่าไปอ่านภาพวาดจารึกตามกำแพงก็จะได้ค่าประสบการณ์เรื่องภาษาโบราณ หรือถ้าให้ลาร่าไปทำอะไรบ่อยๆ ค่าความชำนาญที่เกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ ก็จะเพิ่มตาม

นอกจากนี้ การอัพเกรดอาวุธกับอุปกรณ์ที่ใช้ผจญภัยของลาร่าก็จะมีแตกไลน์ให้เลือกอัพแบบเลือกส่วนที่ต้องการก่อนได้ ต่างจากภาครีบูตตัวแรกที่จะมาเป็นอัพเกรดแบบใหญ่ๆ เป็นขั้นๆ ไปเลย โดยการจะอัพเกรดก็จำเป็นต้องไปหาทรัพยากรต่างๆ มา ซึ่งทรัพยากรในภาคนี้จะมีทั้งหนังสัตว์ (ทำซองใส่กระสุนหรือลูกธนู), ใบไม้ (ทำยาฟื้นพลัง), เหรียญ (อัพเกรดอาวุธปืน) เป็นต้น โดยที่เราสามารถหาได้ด้วยการขุดพื้น เปิดหีบ ล่าสัตว์ ถอนต้นไม้ ฯลฯ และก็ต้องบอกก่อนเลยว่านี่คือระบบหลักที่ทำให้เราผูกพันกับเกมนี้ได้นานครับ เพราะเชื่อว่าหลายคนก็คงอยากจะอัพทุกอย่างให้เต็มก่อนจริงๆ แล้วค่อยลุยจนจบเกม แต่ระบบที่ว่าก็เป็นดาบสองคมสำหรับคนที่ขี้เบื่อเช่นกัน เนื่องจากการอัพเกรดในช่วงหลังๆ จะใช้เหรียญเยอะนรกมาก ดีไม่ดีอาจจะเบื่อจนรีบไปจบเกมเลยซะก่อน

ประเด็นทางด้านเนื้อเรื่องนั้น ในขณะที่ Uncharted 4 ได้นำพาผู้เล่นเติบโตและเรียนรู้ไปกับวัยวุฒิของ เนธาน เดรค ที่อิ่มตัวกับการผจญภัยและอยากใช้ชีวิตที่เหลือเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี ทางด้าน Rise of the Tomb Raider กลับเลือกนำเสนอในมุมมองตรงกันข้าม ซึ่งสาวลาร่ายังรู้สึกสดใหม่กับโลกที่มีแต่สิ่งเร้นลับรอให้เธอไปค้นหา (แหงล่ะ... ก็ลาร่าเพิ่งจะรีบูตมาเมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้เอง) โดยภาคนี้จะเล่าถึงขุมทรัพย์ในนครที่สาบสูญนามว่า คิเทซ ที่ว่ากันว่ามีพลังแห่งเทวะของพระผู้เป็นเจ้าซ่อนอยู่ และพลังดังกล่าวสามารถทำให้มนุษย์มีชีวิตเป็นอมตะได้ ที่นอกจากลาร่าแล้วก็ยังมีกลุ่มลัทธิที่ชื่อว่า ทรินิตี้ ซึ่งต้องการพลังแห่งเทวะไปครอบครองด้วย ลาร่าจึงต้องหักเหลี่ยมกับบรรดาเหล่าร้ายเพื่อไม่ให้พลังแห่งเทวะไปตกอยู่ในมือคนชั่วให้ได้

อย่างไรก็ดี พล็อตเรื่องของเกมนี้แม้ว่าดูเผินๆ จะเป็นแนวล่าสมบัติทั่วไป แต่โครงเรื่องกลับมีการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครและที่มาที่ไปไว้ได้อย่างมีเหตุผล ตัวละครทุกตัวที่โผล่ในภาคนี้ล้วนมีมิติและแรงจูงใจมากพอในการกระทำสิ่งต่างๆ ให้เราได้เห็น ทว่าถ้าถามความรู้สึกของผู้เขียนก็คงต้องบอกว่า ถ้าวัดกันที่เนื้อเรื่องแล้ว Uncharted 4 ยังเฉือนอยู่เล็กน้อยด้วยการกล้านำเสนอประเด็นหรือแง่มุมที่ไม่ค่อยมีเกมไหนเล่ากันนัก และมันทำให้มิติของหนุ่มเดรคดูใกล้ตัว จับต้องได้ รวมถึงภาพลักษณ์ของเกมก็ดูมีวุฒิภาวะกว่าเกมทั่วไปด้วย

จุดเด่น

- ขอบเขตของพื้นที่ในเกมกว้างมาก ชวนให้รู้สึกอยากออกไปสำรวจสถานที่ใหม่ๆ เรื่อยๆ
- บทบู๊ทำออกมาได้มีเสน่ห์และเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ในแบบฉบับของลาร่า
- พล็อตเรื่องมีความน่าสนใจ มีลงรายละเอียดถึงความสัมพันธ์ของตัวละครค่อนข้างครบถ้วน
- ระบบการสร้างไอเทม รวมถึงการอัพเกรดอาวุธและอุปกรณ์ทำมาได้ลงตัว


จุดด้อย

- การฟาร์มทรัพยากรเพื่อมาสร้างไอเทมจะใช้เวลาค่อนข้างนานพอสมควร และไม่ค่อยเหมาะกับผู้เล่นที่มีความอดทนต่ำ เพราะอาจมีเบื่อกลางคันได้